เที่ยวนครนายก ไปปฏิบัติธรรมที่วัดมณีวงศ์      

ปฏิบัติธรรมที่วัดมณีวงศ์  สำหรับวัดแห่งนี้นับว่าเป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งในจังหวัดนครนายกเลยก็ว่าได้เนื่องจากว่าวัดแห่งนี้นั้นมีประวัติความเป็นมามากกว่า 100 ปีแล้ว   วัดแห่งนี้นั้นชาวบ้านให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมากเนื่องจากว่าวัดแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐ์ฐานของหลวงพ่อสิวลีและหลวงพ่อพระปางป่าเลไลย์  

ชาวบ้านจึงมักเดินทางมากราบไหว้ขอพรนอกจากนี้ภายในบริเวณวัดยังค่อนข้างที่จะสงบร่มเย็นดังนั้นหากใครที่ชื่นชอบการนั่งวิปัสสนาก็จะสามารถเดินทางมาที่วัดแห่งนี้ได้ที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นศาลาหรือโบสถ์ที่วัดแห่งนี้นั้นก็มีการตกแต่งไว้อย่างวิจิตรตระการตาสวยงามเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

        นักท่องเที่ยวคนไหนที่ชื่นชอบการชมศิลปะการก่อสร้างต่างๆรับรองได้เลยว่ามาเที่ยวที่วัดมณีวงศ์แห่งนี้จะไม่ผิดหวังเพราะที่นี่จะค่อนข้างโดดเด่นมากเกี่ยวกับเรื่องของลวดลายการแกะสลักที่สำคัญมีการลงสีสันเอาไว้อย่างสวยงามมากเลยทีเดียวนอกจากนี้วัดมณีวงศ์แห่งนี้ยังเป็นวัดที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับเรื่องของถ้ำพญานาคโดยที่นี่มีถ้ำพญานาคที่มีการเรียกชื่อเอาไว้ว่าวังรัตนมณีมหานครบาดาลนาคราช 

          โดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เดินทางมาเที่ยวที่ วัดมณีวงศ์แห่งนี้ส่วนใหญ่แล้วก็มาชื่นชมความงดงามของศิลปะภายในวัดและยังมาปฏิบัติธรรมที่วัดแห่งนี้อีกด้วย   ซึ่งตรงบริเวณถ้ำพญานาคนั้นชาวบ้านเชื่อกันว่าที่นี่คือถ้ำพญานาคซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์กับเมืองบาดาลที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยเลยทีเดียวดังนั้นใครที่ชื่นชอบพญานาคและให้ครบนับถือพญานาคก็จะพากันกราบไหว้ขอพรและเดินทางมาที่วัดแห่งนี้รวมถึงมาเพื่อปฏิบัติธรรมที่วัดแห่งนี้กันอย่างแพร่หลาย 

            สำหรับวัดมณีวงศ์แห่งนี้นั้นเป็นวัดที่อยู่ตำบลดงละครซึ่งอยู่ในเขตอำเภอเมืองหักนักท่องเที่ยวคนไหนที่ต้องการเที่ยวชมความงดงามภายในวัดสามารถเดินทางเข้ามาเยี่ยมชมความงดงามภายในวัดหรือเข้ามาทำบุญที่วัดได้โดยทางวัดจะเปิดให้เข้าทำบุญได้ตั้งแต่ 7:00 น เป็นต้นไปและทางวัดใจให้นักท่องเที่ยวนั้นเที่ยวชมความสวยงามภายในวัดได้จนถึง 18:00 น เพียงเท่านั้น

            หลังจากนั้นก็จะเป็นเวลาของพระสงฆ์ที่จะใช้ในการปฏิบัติธรรมและพักผ่อนเงินเองและถ้าหากใครอยากจะชมความสวยงามของวัดมณีวงศ์ก่อนที่จะเดินทางไปดูของจริงแล้วเราก็คุณสามารถที่จะเข้าไปที่ Facebook ของวัดมณีวงศ์โดยเฉพาะซึ่งทางวัดนั้นได้มีการถ่ายรูปสวยๆมุมสวยๆภายในวัดนั้นเอาไว้โชว์ให้กับบรรดาชาวบ้านหรือผู้ที่สนใจที่จะไปเยี่ยมชมความงดงามภายในวัดนั้นได้เห็นกัน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  aesexy

เที่ยววัดทัพศิลา ไปชมหินเทพช้าง   

      สำหรับสถานที่ท่องเที่ยว ไปชมหินเทพช้าง ที่จะพาไปรู้จักกันในวันนี้นั้นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ว่ากันว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นักท่องเที่ยวสามารถไปกราบไหว้ขอพรและจะสมปรารถนาซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่เราจะไปเที่ยวกันนี้อยู่ในจังหวัดกาญจนบุรีโดยเป็นวัดแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากของจังหวัดวัดแห่งนี้อยู่ในตำบลช่องสะเดา  อำเภอเมืองด้วยวัดดังกล่าวนั้นมีชื่อว่าวัดทัพศิลา  

        สิ่งที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวที่วัดแห่งนี้และเป็นวัดที่น่าสนใจในการเดินทางมาเที่ยวนั่นก็คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำวัด ไปชมหินเทพช้าง ซึ่งก็คือหินเทพช้างนั่นเองโดยที่นี่จะมีการสร้างอาคารเอาไว้ 1 หลังซึ่งอาคารดังกล่าวนั้นจะมีลักษณะทรงสูงแปดเหลี่ยมภายใต้ของตัวอาคารนี้จะมีการสร้างเป็นหลุมลึกลงไปซึ่งทางลงจะทำเป็นบันไดลงไปให้นักท่องเที่ยวนั้นสามารถเดินลงไปได้ง่ายและสะดวกสบายด้วยความลึกของหลุมดังกล่าวนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 2 เมตร

        สำหรับบริเวณก้นหลุมนั้นจะมีหินขนาดใหญ่มีลักษณะคล้ายกับช้างที่ถูกฝังอยู่ครึ่งตัวเป็นลักษณะของช้างหมอบโดยจะมีอยู่ประมาณ 5-6 ตัวด้วยกันชาวบ้านเชื่อกันว่าหินเทพช้างนี้เป็นหินศักดิ์สิทธิ์ที่นี่นักท่องเที่ยวมักจะเดินทางมาเที่ยวและมาจุดธูปกราบไหว้ขอพรพร้อมกับนำผลไม้มาถวายหินเทพช้างซึ่งผลไม้ที่นำมาถวายนั้นก็จะเป็นผลไม้ที่ปกติแล้วช้างชอบกินไม่ว่าจะเป็นสับปะรดหรือกล้วยรวมถึงอ้อยหลังจากถวายเสร็จเรียบร้อยแล้วชาวบ้านก็จะมีการตั้งจิตอธิษฐานและขอพรกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งก็คือหินเทพช้างและส่วนใหญ่แล้วก็จะสมหวังทำให้ที่นี่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นคนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีเองหรือคนนอกพื้นที่ก็ตาม  

           สำหรับบริเวณหินเทพช้างนี้ว่ากันว่าคนพบมาเมื่อประมาณ 18 ปีที่แล้วโดยท่านเจ้าอาวาสที่จำพรรษาอยู่ที่วัดทัพศิลานี้เป็นผู้ค้นพบโดยในตอนนั้นเจ้าอาวาสวัดต้องการที่จะมีการสร้างศาลาตรงบริเวณที่มีหินเทพช้างนี้จึงได้มีการให้ช่างมาทำการขุดเพื่อลงเสาแต่ระหว่างที่มีการตอกเสาอยู่นั้นปรากฏว่าได้มีงูตัวหนึ่งซึ่งมีสีแดงมาพันรอบเสาเอาไว้ไล่อย่างไรงูตัวนี้ก็ไม่ไปท่านอยู่อย่างนั้นติดต่อกัน 3 วัน

           ในช่วงเวลากลางคืนเจ้าอาวาสก็ฝันเห็นว่ามีช้าง 3 ตัวมาพูดคุยกับทางเจ้าอาวาสโดยขอร้องไม่ให้เจ้าอาวาสมาสร้างอะไรตรงบริเวณนี้โดยบอกว่าที่ตรงนี้เป็นที่ที่ทางทั้ง 3 ตัวอาศัยอยู่เป็นแหล่งหากินของช้างถ้าเกิดว่ามาสร้างสิ่งก่อสร้างบริเวณนี้จะทำให้ขวางทางเข้าออกของพวกเขา

       หลังจากเจ้าอาวาสตื่นขึ้นมาก็ได้มีการตั้งจิตอธิษฐานว่าถ้าหากว่าความฝันที่ฝันในช่วงเวลากลางคืนนั้นเป็นเรื่องจริงก็ขอให้พบหรือแสดงอะไรก็ได้ที่เป็นนิมิตให้เห็นซึ่งหลังจากนั้นทางช่างที่จะมาสร้างศาลาก็ขุดพบหินที่มีลักษณะเป็นคล้ายๆรูปช้างดังนั้นเจ้าอาวาส จึงได้ตัดสินใจที่จะไม่สร้างศาลาตรงบริเวณนี้หลังจากนั้นก็ให้ช่างค่อยๆขุดไปจนพบว่ามีหินที่มีลักษณะคล้ายช้างอยู่แล้วก็เลยมีการก่อสร้างที่บังแดดบังฝนให้ซึ่งเป็นอาคารในปัจจุบันนี้นั่นเอง 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย.  รวมเว็บหวยออนไลน์

พาชิมขนมที่ร้านเบเกอรี่ เก่าแก่  Conditiori La Glace สวรรค์ของคนรักของหวานที่ประเทศเดนมาร์ก 

           สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวที่จะพาไปรู้จักของประเทศเดนมาร์กในครั้งนี้นั้นจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว  Conditiori La Glace  เหมาะกับคนที่ชื่นชอบขนมหวานอย่างแท้จริงเพราะในวันนี้นั้นเราจะพาไปรู้จักสถานที่ท่องเที่ยวที่คุณไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าคนชอบความหรูหราภายในร้านที่มีการตกแต่งไว้เป็นอย่างมากซึ่งจะหาใครที่ชอบทานช็อกโกแลตหรือทานขนมเค้กหรือกาแฟบอกได้เลยว่านี่คือสวรรค์ของพวกคุณอย่างแท้จริงเลยทีเดียว

       สำหรับสถานที่ที่เราจะพาไปรู้จักกันในครั้งนี้นั้นเป็นสถานที่เก่าแก่แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในเมืองโคเปนเฮเกนและตั้งอยู่ในใจกลางเมืองเลยก็ว่าได้โดยสถานที่แห่งนี้นั้นจะอยู่ตรงบริเวณถนน  Skoubogade ซึ่งถนนนี้เป็นถนนสายสำคัญหลักของตัวเมืองเนื่องจากว่าเป็นย่านช้อปปิ้งเลยก็ว่าได้ด้วยสถานที่แห่งนี้เราเรียกว่า Conditiori La Glace  ซึ่งเป็นร้านเบเกอรี่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดของเมืองโคเปนเฮเกน  และยังมีความเก่าแก่มากอีกด้วย 

         ว่ากันว่าร้านแห่งนี้นั้นเปิดขึ้นมาตั้งแต่ในช่วงประมาณปีค.ศ 1870 ซึ่งมีการผ่านมาแล้วหลายชั่วอายุคนเป็นร้านที่ลูกหลานมีการสืบมรดกตกทอดมาจากปู่ย่าตายายเรียกได้ว่าในขณะนี้เจ้าของร้านนั้นเป็นรุ่นที่ 6 ของต้นตระกูลแล้วนั่นเองดังนั้นจะเห็นได้ว่าในช่วงที่มีการเปิดร้านนี้ขึ้นมานั้นก็มีอายุ 100 กว่าปีแล้ว 

      สำหรับร้านเบเกอรี่ Conditiori La Glace  แห่งนี้ เป็นร้านที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาช้อปปิ้งขนมที่ร้านนี้กันเยอะมากเพราะถ้าเกิดว่าคุณเข้าไปภายในร้านคุณจะเห็นว่าขนมที่ร้านแห่งนี้นั้นจะถูกนำมาวางเอาไว้อย่างสวยงามและขนมแต่ละชิ้นนั้นก็อยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่มีความงดงามน่ารักเป็นอย่างมากตัวขนมนั้นบอกได้เลยว่าอร่อยที่สุดที่คุณจะหาทานได้ซึ่งที่นี่นั้นเป็นขนมรสชาติต้นตำรับของประเทศเดนมาร์กอย่างแท้จริงนอกจากจะมีขนมเยอะแยะมากมายเต็มไปหมดให้นักท่องเที่ยวได้ Shopping แล้วเครื่องดื่มของที่นี่ก็ไม่ธรรมดาเช่นเดียวกัน  

         ซึ่งถ้าหากใครเดินทางไปเที่ยวที่ประเทศเดนมาร์กและกำลังจะกลับ ประเทศของตนเองรับรองว่าก่อนกลับอย่าลืมแวะมาที่ร้านเบเกอรี่แห่งนี้เพราะคุณสามารถที่จะ Shopping ขนมหวานที่นี่กลับไปเป็นของฝากให้กับญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูงของคุณได้รับรองได้เลยว่าคุณจะได้รับคำชมจากบรรดาคนที่ได้รับของฝากอย่างแน่นอน

       เพราะที่นี่นั้นเนื้อเค้กจะนุ่มฟูรสชาติอร่อยมากๆเรียกได้ว่าเมื่อตัดเข้าไปในปากแล้วแทบจะละลายไว้ในปากเลยทีเดียวซึ่งเค้กของที่นี่นั้นในช่วงเทศกาลทุกเทศกาลไม่ว่าจะเป็นวันพิเศษหรือว่าวันเกิดจะต้องมีการสั่งจองล่วงหน้าเพียงเท่านั้นเพราะว่ามีลูกค้าเยอะมากเลยทีเดียว 

 

สนับสนุนโดย    aecasino

พาเที่ยว พิพิธภัณฑ์  BMW ในประเทศเยอรมัน  

         BMW Museum   หรือที่เรารู้จักกันดีในนามของ พิพิธภัณฑ์  BMW    อยู่ในประเทศเยอรมันโดยสถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ที่จะเอาไว้จะแสดงวิวัฒนาการของรถยนต์ของแบรนด์ BMW นั่นเองซึ่งที่นี่มีการก่อตั้งมาตั้งแต่ในช่วงปีค.ศ 1973  โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นั้นถูกสร้างขึ้นมาอยู่ใจกลางเมืองมิวนิคซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศเยอรมันเลยทีเดียว

       อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีอายุเก่าแก่นับร้อยปีมาแล้วนั่นแสดงให้เห็นว่าโลกเรามีการใช้รถยนต์เป็นพาหนะในการเดินทางมาเป็นระยะเวลาถึง 100 ปีแล้วนั่นเองสำหรับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นั้นถูกสร้างขึ้นมาในลักษณะของตัวอาคารซึ่งเป็นรูปทรงกระบอกสูบรถยนต์เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของผลิตภัณฑ์สำหรับรถยนต์โดยที่นี่นับว่าเป็นสำนักงานใหญ่ของบริษัท BMW เลยก็ว่าได้ 

         นอกจากนี้ลักษณะของตัวตึกที่สร้างคู่กันนั้นยังมีลักษณะเหมือนกับชามในส่วนนี้นั้นคือส่วนที่ถูกออกแบบมาเอาไว้สำหรับแสดงวิวัฒนาการรถยนต์หรือก็คือส่วนที่เป็นพิพิธภัณฑ์นั่นเอง   งบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ BMW นั้นหมดเงินไปทั้งหมดประมาณ 9500 ล้านบาทเรียกได้ว่าสร้างได้อย่างยิ่งใหญ่อลังการมากเลยทีเดียวสมกับเป็นบริษัทรถยนต์แบรนด์หรูระดับโลก 

         สำหรับบริษัท BMW หรือ  พิพิธภัณฑ์  BMW นั้นมีผู้ก่อตั้งรวมตัวกันทั้งหมด 3 บริษัทยักษ์ใหญ่ด้วยกันซึ่ง 3 บริษัทนี้เป็นบริษัทที่ผลิตรถยนต์ซึ่งใหญ่ติดอันดับของประเทศเยอรมันโดยหลังจากที่ประเทศเยอรมันต้องเจอกับภาวะสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้สถานการณ์ของประเทศนั้นจะต้องมีการกลับมาบูรณะด้านอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ

ดังนั้นบริษัทผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ทั้ง 3 บริษัทจึงได้มีการจับมือกันและก่อตั้งบริษัท BMW ขึ้นมาโดยแนวความคิดที่จะมีการก่อตั้งบริษัทนี้ขึ้นมาหลังจากที่หมดสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้นก็คือพวกเขาต้องการที่จะลงทุนในวงเงินที่ไม่ต้องสูงมากนักในการผลิตรถมอเตอร์ไซค์ออกจำหน่ายหลังจากนั้นก็มีการพัฒนามาเรื่อยๆจนท้ายที่สุดก็มีการผลิตเป็นรถยนต์หรูและมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกจนถึงปัจจุบันนี้

         ภายในพิพิธภัณฑ์ BMW นั้นจะเห็นได้ว่าโซนด้านในจะถูกแบ่งออกไปทั้งหมด 7 ห้องด้วยกันซึ่งแต่ละห้องนั้นจะมีความสำคัญและแสดงถึงวิวัฒนาการของบริษัทโดยจะมีห้องออกแบบและมีห้องที่เกี่ยวกับรถจักรยานยนต์รวมถึงห้องที่บ่งบอกถึงประวัติความเป็นมาของบริษัทยังมีห้องที่นักท่องเที่ยวสามารถที่จะศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องยนต์ของรถสปอร์ตได้รวมถึงห้องที่สามารถศึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยีของ BMW ได้

        นอกจากนี้ยังมีห้องที่นำรถมาแสดงให้นักท่องเที่ยวได้ดูโดยจะเป็นการนำรถทุกซีรีย์ที่ผลิตขึ้นมาจากแบรนด์ของ BMW มาแสดงตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันเรียกได้ว่าหากใครที่เป็นคนที่ชื่นชอบรถ BMW หรือเป็นสาวกของแบรนด์ BMW แล้วล่ะก็คุณมาที่นี่คุณจะเพลิดเพลินตาอย่างมากเลยทีเดียว 

 

สนับสนุนโดย.    heng868

สะพานแขวนสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี 

            เชื่อว่าสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวที่จังหวัดตากหรือแม้แต่คนในจังหวัดตากเอง  คงรู้จักจุดชมวิวที่สวยที่สุดของจังหวัดตากเลยก็ว่าได้เนื่องจากจังหวัดตากนั้นมีแม่น้ำเส้นใหญ่ไหลผ่านนั่นก็คือแม่น้ำปิงซึ่งถือได้ว่าเป็นแม่น้ำสายสำคัญของคนจังหวัดตากเลยทีเดียว

            ดังนั้นชาวจังหวัดตากจึงได้มีการร่วมกันสร้างสะพานข้ามแม่น้ำปิงขึ้นมาโดยเป็นสะพานแขวนที่มีความยาวอยู่ที่ประมาณ 400 เมตรด้วยกันข้างบนสะพานนั้นจะตั้งเป็นสะพานไม้และมีการนำเหล็กมาผูกโยงใช้เป็นราวกั้นให้นักท่องเที่ยวและให้คนที่เดินทางผ่านไปมาบนสะพานแห่งนี้ได้ป้องกันการตกลงไปในน้ำและเป็นราวสำหรับการจับ

           แน่นอนว่าสำหรับบริเวณแม่น้ำปิงนั้นหากเราไปยืนอยู่บริเวณตลิ่งริมแม่น้ำแล้วก็จะมองเห็นสายน้ำที่ไหลเอื่อยตลอดทั้งปีซึ่งแน่นอนว่าหากเรามาดูบริเวณนี้ในช่วงยามเย็นนั้นจะรู้สึกผ่อนคลายเป็นบาปมากยิ่งตอนช่วงพระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้วเราก็สีของพระอาทิตย์จะกลายเป็นสีส้มผสมลงในแม่น้ำทำให้สีของแม่น้ำกลายเป็นสีส้มแลดูสวยงามตายิ่งนัก

              สำหรับสะพานข้ามแม่น้ำปิงแห่งนี้นั้นถูกสร้างขึ้นมาเมื่อประมาณปีพุทธศักราช 2525 หรือความต้องการในการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำปิงก็เพื่อต้องการที่จะให้ชาวบ้านสามารถเดินทางข้ามแม่น้ำปิงโดยเป็นการข้ามผ่านทางตัวเมืองของจังหวัดตากไปอีกตำบลหนึ่งซึ่งตำบลฝั่งตรงข้ามคือตำบลป่ามะม่วงนั่นเอง

          จุดที่ทำให้สถานที่ที่เป็นแค่สะพานข้ามแม่น้ำแควเป็นสถานที่ที่สวยงามและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวควรแวะมาชมนั่นก็คือที่นี่จะมีวิวที่สวยงามโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลายามเย็นหากเราไปยืนอยู่บนสะพานข้ามแม่น้ำในช่วงเวลายามเย็น 

          เราก็จะได้ภาพที่สวยงามของแม่น้ำปิงกับแสงพระอาทิตย์ยามตกดินหรือหากเรามีเวลามายิงจุดชมวิวตรงนี้ในช่วงเวลากลางคืนจะยิ่งด้วยภาพสวยงามและภาพประทับใจมากขึ้นไปอีกเพราะในช่วงเวลากลางคืนนั้นที่นี่จะมีการติดไฟประดับประดาเอาไว้อย่างสวยงามเลยทีเดียว

            ดังนั้นในช่วงเวลากลางคืนเมื่อแสงไฟส่องกระทบผิวน้ำจะทำให้น้ำนั้นมีสีสันสวยงามแปลกตายิ่งนักที่สำคัญพื้นที่บริเวณโดยรอบสองฝั่งของแม่น้ำปิงนั้นก็จะประกอบไปด้วยต้นไม้และมีการปลูกดอกไม้ประดับประดามีสวนสาธารณะอยู่ใกล้ๆซึ่งสร้างสีสันสวยงามให้กับนักท่องเที่ยวได้อย่างมากเลยทีเดียว 

   ดังนั้น เมื่อนักท่องเที่ยวได้มีโอกาสไปเที่ยวถึงจังหวัดตากแล้ว ควรหาเวลาแวะมาถ่ายรูปสวยสวย ตรงจุดชมวิวนี้ให้ได้นะคะ

 

สนับสนุนโดย.  สูตร ยี่กีเข้าทุกรอบ

On the Tree คาเฟ่ ที่สูงที่สุดในจังหวัดปราจีนบุรี 

             วันนี้เราจะพาไปแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดปราจีนบุรีและ 1 สถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ควรที่จะพลาดไปเที่ยวนั่นก็คือ Cafe on the Tree ที่นี่เป็นกาแฟที่สูงที่สุดในจังหวัดปราจีนบุรีเลยก็ว่าได้โดยคาเฟ่ที่นี่นั้นจะถูกสร้างอยู่บนต้นไม้นั่นเองเรียกได้ว่าคุณอาจจะไม่เคยไปเที่ยวคาเฟ่ที่ไหนที่อยู่บนต้นไม้แบบนี้มาก่อนเลยก็ว่าได้

          สำหรับความสูงของต้นไม้ที่มีการตั้งค่าเฟนี้เทียบเท่ากับตึก 5 ชั้นกันเลยทีเดียว และแน่นอนว่าใครที่ชื่นชอบความหวาดเสียวและการผจญภัยเราก็รับรองคุณจะต้องชอบคาเฟ่นี้อย่างแน่นอนที่สำคัญคนที่รักธรรมชาติก็เหมาะอย่างยิ่งที่จะลองไปใช้บริการทางเพศแห่งนี้เพราะคุณจะสามารถอยู่ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพรนั่งทับประทานอาหารหรือจิบเครื่องดื่มสบายๆบนต้นไม้ที่มีความสูงระดับตึก 5 ชั้นลมเย็นๆพัดมาขณะที่นั่งรับประทานอาหารเรียกได้ว่าคุ้มสุดคุ้มอย่างแน่นอนหากไปเที่ยวที่นี่ 

           สำหรับอาหารที่คาเฟ่แห่งนี้  จะเป็นการนำอาหารพื้นบ้านราคาขายไม่ว่าจะเป็นไก่ทอดลาบน้ำตกส้มตำต่างๆ  แต่ที่สร้างความตื่นเต้นให้กับนักท่องเที่ยวก็คือการที่คุณจะต้องเดินขึ้นบันไดไปด้วยความสูงถึง 15 เมตรด้วยกันแล้วไปอยู่บนคาเฟ่ที่ถูกสร้างอยู่บนต้นไม้จริงๆและยังมีการทำสะพานแขวนให้นักท่องเที่ยวได้เดินถ่ายรูปบนความสูง 15 เมตรอีกด้วย

          อย่างไรก็ตามนักท่องเที่ยวไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดอันตรายเพราะที่คาเฟ่แห่งนี้ถึงแม้จะเพิ่งเปิดตัวไม่นานแต่ก็มีมาตรฐานความปลอดภัยได้อย่างยอดเยี่ยมซึ่งคุณสามารถมองเห็นวิวไกลๆไม่ว่าจะเป็นบิลของท้องนาหรือวิวของภูเขารวมถึงวิวของป่าไม้และที่สำคัญด้วยความสูง 15 เมตรนั้นลมจะพัดมาที่ตัวของคุณโดยที่ไม่ต้องพึ่งแอร์คอนดิชั่นเป็นแอร์ธรรมชาติดีๆของเรานี่เอง

            สำหรับคาเฟ่แห่งนี้เจ้าของได้สร้างขึ้นมาในส่วนของตนเองดังนั้นบริเวณโดยรอบจะมีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นเต็มไปหมดและด้านบนก็จะมีการสร้างโครงเหล็กขึ้นมาทำเป็นพื้นที่นั่งเหมือนบ้านต้นไม้เอาไว้ให้นักท่องเที่ยวนั้นได้มานั่งชมและนั่งรับประทานอาหารและที่สำคัญหากใครขึ้นไปด้านบนแล้วอยากจะลงมาด้านล่างแบบวิธีที่ไม่ต้องเดินลงมาก็มีบริการให้โรยตัวลงมาได้ด้วยนะคะเรียกได้ว่าเหมาะอย่างยิ่งกับคนที่ชอบอะไรเสี่ยงเป็นอย่างมากเลยทีเดียว 

สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นานเพราะเปิดตัวในช่วงที่มีการระบาดของไวรัสโควิตนั้นเองดังนั้นในช่วงนี้นักท่องเที่ยวจึงไม่ค่อยเยอะดังนั้นหากใครสนใจจะไปเที่ยวรับรองว่าไปช่วงนี้ปลอดภัยห่างไกลจาก covid แน่นอน 

 

สนับสนุนโดย  aecasino

ท่องเที่ยวเขตจีโอปาร์คและน้ำตกธารปลิว จ.สตูล

ดูเหมือนว่าช่วงชีวิตที่ต้องออกเดินทางอย่างต่อเนื่องนี้มันจะเปลี่ยนทำให้เราได้รับรู้ว่าการที่ได้อยู่กับตัวเองมันสำคัญแค่ไหนในช่วงเวลาที่สภาพแวดล้อมกำหนดความรู้สึกให้เราได้สัมผัสกับสิ่งที่เรียกว่าธรรมชาติบำบัด

ซึ่งหลังจากนั้นเราก็ได้ออกเดินทางไปที่ท่าเรือเพื่อไปพบพี่ราเฉดเป็นจุดที่เราได้นัดจะกินมื้อเช้าด้วยกันในเช้านี้และก็เป็นการนัดเจอกับบังหลีที่ได้ร่วมสนทนาในค่ำคืนที่ผ่านมาร้านที่ท่าเรือสุไหงอุเปเป็นจุดที่จจะทำให้เราได้ร่วมสนทนาในเรื่องที่ค้างไว้เมื่อค่ำคืนกับบังหลีที่วันนี้ภารกิจจะเข้าไปพบกับชาวมานิที่เราได้ทราบว่าชนเผ่านี้ยังมีกลุ่มอาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้ด้วยและหากวันนี้ถ้าโชคดีก็ขอติดตามบังหลีเข้าไปพบกับชาวมานิที่อาศัยอยู่ในป่าก่อนที่จะต้องบอกลากับบังราเฉด

นอกจากนี้เราได้ขับรถตามบังหลีไปยังพิพิธภัณฑ์อุทยานธรณีโลกสตูลกับการไปพูดคุยแล้วขออนุญาตกับนายกโอเล่และเราก็ได้ตามบังหลีเพื่อเข้าไปพบกับ ชาวมานิ สมใจในพื้นที่เขต จีโอปาร์ค ที่ดูจะไม่ได้มีแค่เพียงเรื่องเล่าของซากดึกดำบรรพ์ตามอย่างที่ใครคิดไว้

ชาวมานิ หรือที่หลายคนเรียกว่า ซาไก โดยที่จริงแล้วคำว่า ซาไกในภาษามลายูแปลว่าทาสจึงเป็นคำที่ไม่ควรเรียกเค้าอย่างเด็ดขาดเพราะชนพื้นเมืองดั้งเดิมนี้ก็จะมีบางคนในกลุ่มสามารถสื่อสารกับเราเป็นภาษาไทยนอกเหนือจากภาษาของ มานิ 

เนื่องจากนี้ ชาวมานิ เป็นกลุ่มคนที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับป่ามาอย่างยาวนานและก็ไม่มีถิ่นกำหนดที่เป็นหลักเป็นแหล่งและมีการอพยพโยกย้ายไปตามความสมบูรณ์ของอาหารที่จะเป้นจำพวกเผือกและมันภายในป่าและบางครั้งก็ออกล่าสัตว์เช่นลิงกระรอก

โดยจะใช้ลูกดอกในการล่าหาอาหารและจะนำเอากลับมาย่างอย่างง่ายๆก่อนที่จะลงมือกินเป็นวิถีชีวิตที่อยู่อย่างเรียบง่ายภายในป่าที่ไม่สามารถรู้วันเดือนปีจากที่ได้พูดคุยกับชาวบ้านที่สนิทสนมกับชาวมานิก็ได้ทำให้รู้ว่าชาวมานิบางกลุ่มมีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปไม่น้อยจากทรัพยากรที่เริ่มจะขาดแคลนกับความสมบูรณ์ของป่าที่ต่างไปจากอดีตเป็นครั้งแรกที่เราได้พบกับ ชาวมานิ 

ในการเดินทางมาเยือนดินแดนสตูลจีโอปาร์คแห่งนี้และความร้อนเริ่มเข้ามาแทรกภายในป่าก็ได้เวลาที่เราจะบอกลาชาวมานิเพื่อเดินทางไปหลบร้อนที่น้ำตกธารปลิวในช่วงที่เราได้พูดคุยกับนายกโอเล่ที่พิพิธภัณฑ์อุทยานธรณีโลกสตูลทำให้ได้ทราบเรื่องราวของศาลทวดบุญส่งที่เดิมทีจะเป็นหินสาหร่ายสโตรมาโตไลต์ที่เกิดจากสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินที่ทับถมกันเป็นจำนวนมากประมาณ3,500ปีที่แล้วที่เชื่อว่าเป็นสิ่งมีชีวิตแรกของโลกที่ได้ปล่อยก๊าซออกซิเจนออกมา

 

สนับสนุนโดย  aecasino

มารู้จักอุทยานแห่งชาติประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธมกันเถอะ

          เชื่อว่าหาคนที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และเราก็อาจจะรู้จักชื่ออุทยานแห่งชาติประวัติศาสตร์สต๊อกธมแต่ถ้าหากเป็นคนที่ไม่ได้ชื่นชอบด้านนี้โดยตรงอาจจะไม่รู้จักอุทยานแห่งชาตินี้เลยก็ได้เนื่องจากว่าอุทยานแห่งชาตินี้มีชื่อค่อนข้างแปลกและอยู่ในพื้นที่จังหวัดสระแก้วซึ่งเป็นจังหวัดที่อยู่ไกลจากกรุงเทพฯมากนักอีกทั้งยังเป็นจังหวัดที่อยู่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านเลยทีเดียว 

          สำหรับที่นี่ถ้าใครอยากจะมาเที่ยวคุณจะต้องเดินทางมาที่บ้านหนองเสม็ด  โดยที่นี่นับว่าเป็นโบราณสถานที่มีความเก่าแก่และมีความงดงามเป็นอย่างมากลักษณะของการก่อสร้างโบราณสถานแห่งนี้นั้นเป็นรูปแบบการเรียนแบบของประเทศขอมซึ่งตัวประสาทนั้นมีความสวยงามและมีความแตกต่างมากยิ่งนัก  ตามข้อมูลประวัติศาสตร์มีการระบุเอาไว้ว่าปราสาทแห่งนี้ที่อยู่ใน Stock ธงน่าจะมีการสร้างขึ้นมานั่งแต่ช่วงสมัยพุทธศตวรรษที่ 14  

              และโบราณสถานแห่งนี้น่าจะถูกสร้างขึ้นมาตามความเชื่อของคนในสมัยโบราณโดยยึดถือนิกายและศาสนาเป็นหลักโดยมีการสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นการนับถือศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย     โดยมีการสร้างขึ้นมาเพื่อทำการจัดพิธีกรรมต่างๆทางด้านศาสนาโดยเฉพาะ  แน่นอนว่าถ้าหากคุณได้มีโอกาสเดินทางไปที่โบราณสถานแห่งนี้คุณจะเห็นว่าที่นี่มีความสวยงามมากเลยทีเดียวโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวประสาทซึ่งคนในสมัยโบราณได้มีการก่อสร้างตัวประสาทขึ้นมาจากหินทราย  

              และบริเวณตรงกลางก็ได้มีการสร้างปรางตั้งเป็นสง่าสูงอยู่กลางพื้นที่บริเวณทางเข้าก็จะมีซุ้มประตูต่างๆมากมายโดยจะมีทุกทิศแต่ในปัจจุบันนั้นเนื่องจากสิ่งก่อสร้างนี้มีอายุเก่าแก่มาแล้วหลายร้อยปีดังนั้นจึงมีการผุพังเสียหายไปบ้างจึงเหลือเพียงแค่ทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกเท่านั้นที่สามารถที่จะมองเห็นความสวยงามตามรูปแบบเดิมที่เคยสร้างเอาไว้

         นอกจากนี้บริเวณพื้นที่โดยรอบเวลาสถานนั้นยังมีการปลูกต้นไม้ขนาดใหญ่มีการสร้างสระน้ำซึ่งสระน้ำดังกล่าวนั้นถูกสร้างไว้ตั้งแต่สมัยที่มีการสร้างปราสาทแห่งนี้โดยสระน้ำจะอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของตัวปราสาทและสามารถเดินเชื่อมโยงมายังตัวประสาทได้อีกด้วย

         มีการวิเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องของการเรียกชื่อโบราณสถานแห่งนี้ว่าน่าจะมีการนำ ชื่อของต้นไม้ชนิดหนึ่งซึ่งมักจะขึ้นอยู่ในน้ำและตรงบริเวณปราสาทแห่งนี้ก็มีหนองน้ำขนาดใหญ่ตั้งอยู่และที่สำคัญมีต้นไม้ชนิดนี้ขึ้นอยู่เป็นจำนวนมากนั่นก็คือต้นกกนั่นเองและตามความเชื่อของคนในสมัยโบราณเชื่อว่าการตั้งชื่อประสาทว่าก๊อกธมนั้นก็มาจากการที่ที่นี่มีต้นกกขึ้นเยอะนั่นเอง 

 

สนับสนุนโดย  พนันออนไลน์ ฟรี

แนะนำที่เที่ยวในจังหวัด อิบารากิ ของประเทศญี่ปุ่น

        สำหรับคนไทยหากพูดถึงประเทศญี่ปุ่น เมืองแห่งการท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะคิดถึงกันแต่ เมืองโตเกียว กับเมืองเกียวโต ส่วนเมืองอื่นอื่นนั้นคนไทยจะรู้จักกันประปราย หรืออาจจะกล่าวได้ว่ารู้จักกันเพียงแค่บางคนเท่านั้น เพราะคนไทยส่วนใหญ่จะไปเที่ยวเพียงแค่สองเมืองใหญ่ๆเพียงเท่านี้ 

     แต่อันที่จริงแล้วประเทศญี่ปุ่นยังมีเมืองอื่นอื่นที่น่าสนใจ และน่าไปเที่ยวอย่างมากเลยทีเดียว ครั้งนี้จะแนะนำให้รู้จักกับเมือง อิบารากิ ซึ่งเมืองนี้คนญี่ปุ่นจะรู้จักกันดีในนามของเมืองที่ปลูกเมล่อนอร่อยที่สุด แต่การแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองอิบารากิในครั้งนี้ นอกจากคุณจะมาเที่ยวฟาร์มและกินขนมที่ทำมาจากเมล่อนแล้ว ยังมีที่เที่ยวที่อื่นอื่นอีกมากมายหลายแห่งที่นน่าสนใจไปเที่ยว และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เวลาถ่ายรูปออกมารับรองว่าจะได้ภาพที่สวยงามมากมากเลยทีเดียว

     สำหรับสถานที่แรกที่แนะนำให้ไปเที่ยวนั้นก็คือ สวนดอกไม้ ที่นี่จะมีสวนที่ชื่อว่า สวนดอกไอริสอิตาโกะ  เป็นสวนดอกไม้ขนาดใหญ่ ที่มีดอกไอริสเยอะแยะมากมาย นับรวมแล้วมีมากว่า 500 สายพันธุ์ ที่สำคัญที่นี่ยังมีการจัดมุมต่างๆเอาไว้สวยงามตามสไตส์ญี่ปุ่น มีทั้งสะพานโค้งทอดยาวข้ามทุ่งดอกไอริสเวลายืนถ่ายรูปตรงกลางสะพานจะได้ภาพที่งดงามมากมาก

     นอกจากนี้แล้ว ไม่ไกลกันมากนักจะมีสวนดอกไม้ที่มีการปลูกเอาไว้อยู่ตรงบริเวณริมทะเล สวนนี้มีชื่อเรียกว่า ส่วนฮิตาชิ ซีไซด์ พาร์ค สวนนี้จะมีความสวยแปลกจากสวนดอกไม้ที่อื่น นั่นก็เพราะว่า ดอกไม้ที่ปลูกที่สวนแห่งนี้จะมีการปลูกดอกโคเซีย ซึ่งพื้นที่ในการปลูกนั้นกล่าวได้ว่ากว้างไกลสุดลูกหูลูกตาเลยทีเดียว มีเนื้อที่หลายร้อยไร่ แต่ที่จะทำให้คุณต้องเพลิดเพลินกับสวนดอกไม้แห่งนี้ มาเล้วแต่มาใหม่อีกรอบนั่นก็เพราะว่า

            โดยปกติแล้ว ดอกโคเซียจะออกดอกเป็นสีเขียว เรียกได้ว่าเขียวขจีเลยก็ว่าได้ เมื่อเรามองในระยะไกลจะเห็นคลายกับว่าที่นี่กำลังปูหญ้าเป็นสีเขียวขจี  แต่ถ้าหากคุณมาเที่ยวอีกครั้งในตอนหน้าร้อนเมื่อไหร่ ดอกโคเซียจากสีเขียวที่เห็นจะ แปรเปลี่ยนเป็นดอกสีแดง  มองดูเผินๆ เหมือนกับว่ามีการปูพรมแดงเอาไว้เลยเชียว  แต่ต้องบอกว่าสีของดอกโคเซียจะค่อยๆเปลี่ยนสีนะคะ  ดังนั้นกว่าจะเปลี่ยนจากสีเขียวมาเป็นสีแดงคุณจะเห็นเป็นเขียวอ่อน มาเป็นชมพูแล้วค่อยเปลียนเป็นแดง งดงามมากทีเดียว

    และสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นไฮไลของที่นี่คือ ศาลเจ้าโออะไร  อิโซซากิ   ที่มีการสร้างอยู่กลางน้ำ มองไปจะเห็นเสาขนาดใหญ่ตั้งเป็นสง่ากลางน้ำ ใครที่มาเที่ยวที่นี่ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า ที่นี่เปรี่ยมไปด้วยมนต์ขลัง และสามารถสะกดสายตานักทอ่งเที่ยวได้

 

สนับสนุนโดย  แทงบอล เว็บไหนดี

การท่องเที่ยวหาของกินในประเทศเกาหลี

ในการที่เรานั้นได้มีการไปทำการท่องเที่ยวนั้นเราไม่เพียงแค่ว่าเรานั้นจะทำการจะมีการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นการที่เรานั้นได้จะทำการหาของกินอีกด้วย ซึ่งในการที่เรานั้นทำการไปท่องเที่ยวที่ประเทศเกาหลีนั้น ก็ได้มีสถานที่ที่เรานั้นต้องทำการไปกินให้ได้และมีความอร่อยอยู่มาก

และมีอาหารที่แปลกๆนั้นอยู่ด้วย ซึ่งได้มีหลายสถานที่ต้องไปกินให้ได้ในประเทศเกาหลีอีกด้วย ซึ่งในสถานที่ที่น่าทำการไปกินเมื่อเรานั้นได้มีการทำการไปท่องเที่ยวที่ประเทศเกาหลีนั้นก็คือ

  1. Pyeongando Jokbaljop

เป็นเมนูที่เป็นเมนูหลักของที่นี้ ซึ่งเป็นข้าวขาหมูที่ต้มจนเปื่อยในน้ำเครื่องเทศ และได้มีการเสริฟพร้อมกับน้ำซอสของเกาหลี ซึ่งเป็นเมนูที่มีความอร่อยเป็นอย่างมาก ซึ่งในร้านร้านนี้นั้นได้มีการเปิดขายมากกว่า50ปีอีกด้วย ซึ่งเป็นร้านเล็กๆที่มีความอร่อยของเมนูนี้นั้นมากๆ

  1. Cheong Jin Ok

เป็นร้านที่เปิดตลอด24ชั่วโมง ซึ่งที่นี้นั้นได้มีซุปแก้แฮ็งค์ ที่เป็นเมนูซุปที่มีความเข็มข้นของซุป และได้มีเนื้อวัวที่ถูกเคี่ยวมาจนนุ่ม ซึ่งทำให้มีความอร่อยอย่างมาก และได้เป็นร้านที่มีความเก่าแก่มากอีกด้วย ซึ่งร้านนี้นั้นได้มีการทำการเปิดขายมาตั้งแต่ในปีค.ศ. 1937 ซึ่งได้มีการรับความนิยมอย่างมากจนมาถึงปัจจุบัน

  1. Oh Tongyeong

เป็นร้านอาหารที่มีเมนูซีฟู้ดที่มีความสดมากๆ ซึ่งสถานที่ตั้งร้านนั้นได้เป็นสถานที่ที่เป็นท่าเรือเล็กๆอีกด้วย ดังนั้นร้านแห่งนี้นั้นจะมีอาหารทะเลนั้นอยู่หลากหลายแบบ และในร้านนี้นั้นได้เป็นสถานที่ที่มีการตกแต่งแนวเรียบง่าย

  1. Myeongdong Kyoja

เมียงดงนั้นเป็นย่านที่เรานั้นไม่ควรที่จะพลาด เมื่อเรานั้นได้มีการไปท่องเที่ยวที่ประเทศเกาหลี ซึ่งเป็นย่านที่มีการท่องเที่ยวช้อปปิ้งที่ควรที่จะมาอย่างมาก ซึ่งได้มีร้านที่มีการเปิดมาตั้งแต่มี ค.ศ.1966 ซึ่งร้านนี้นั้นได้มีเมนูที่เป็นเมนูบะหมีเกี๊ยว ซึ่งพร้อมกับน้ำซุปที่มีความหอมละมุนอย่างมาก ซึ่งเกี่ยวนึ่งแบบเกาหลีให้มาอีกด้วย

  1. Gogung

เป็นร้านที่มีความอร่อยของข้าวยำเป็นอย่างมาก ซึ่งในการที่เรานั้นได้มีการชอบกินข้าวยำของเกาหลีนั้น ร้านนี้นั้นเป็นร้านที่มีการเปิดมานานมากกว่า40มี ซึ่งได้มีข้าวยำนั้นอย่างหลากหลายรูปแบบให้เรานั้นได้มีการเลือกกิน ซึ่งก็ได้มีความอร่อยอย่างมาก

 

สนับสนุนโดย  U12 Sports